ลองขับ eMG6 2018 ใหม่ ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดบ้าพลัง 622 นิวตัน-เมตร

ลองขับ eMG6 2018 ใหม่ ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดบ้าพลัง 622 นิวตัน-เมตร

กรกฎาคม 26, 2018 0 By admin

หลายคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า MG เคยเป็นแบรนด์รถยนต์เก่าแก่สัญชาติอังกฤษ ก่อนจะถูก Shanghai Automotive Industry Corporation (SAIC) เข้ารวบกิจการในภายหลัง หลังจากนั้นจึงได้ย้ายฐาน R&D และสร้างโรงงานผลิตในประเทศจีน จึงไม่แปลกที่ใครจะเข้าใจว่า MG ก็คือแบรนด์รถยนต์จีนดีดีนี่เอง

eMG6 2018

eMG6 2018

 

ในวันแรกของงาน 2018 SAIC Motor Overseas Media Tour ครั้งนี้ ทางเอ็มจีเปิดโอกาสให้เราได้เข้าร่วมทดสอบรถยนต์จำนวนหลายรุ่นกันอย่างจุใจที่สนามแข่ง Shanghai Tianma Circuit ซึ่งผ่านการรับรองการแข่งขัน F3 จาก FIA ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ MG3 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวในบ้านเราด้วย 

eMG6 2018

ที่ผมกล้าพูดเช่นนั้น เพราะสมรรถนะของ eMG6 มีความใกล้เคียงกับรถ Plug-in Hybrid แบรนด์หรูจากเยอรมนีอย่าง BMW 330e และ Mercedes-Benz เป็นอย่างมาก หากนำเข้ามาจำหน่ายในงบประมาณ 1 ล้านบาทต้น ไปจนถึงล้านกลางๆ ได้แล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเซ็กเม้นต์ใหม่ที่ช่วยให้คนไทยได้สัมผัสเทคโนโลยีไฮบริดเสียบปลั๊กกันได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันรถ C-Segment เครื่องยนต์เบนซินรุ่นท็อปก็กระโดดไปแตะ 1.2 ล้านบาทกันแล้ว

eMG6 2018

 ผมขอพูดถึงรายละเอียดของ eMG6 ใหม่สักเล็กน้อย เนื่องจากรถคันนี้ใช้พื้นฐานร่วมกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปปกติ แต่มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นแบบ E-Drive Hybrid ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด พร้อมแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 9.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ไฟฟ้า EDU

ระบบไฮบริดของ eMG6 ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 228 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 622 นิวตัน-เมตร (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 622 นิวตัน-เมตรจริงๆ) เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 7.9 วินาที สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกล 53 กิโลเมตร และขับเคลื่อนในระบบไฮบริดได้ไกลสุด 705 กิโลเมตร (เงื่อนไขคือ น้ำมันเต็ม+แบตเตอรี่เต็ม)

ส่วนแบตเตอรี่จะใช้เวลาชาร์จตั้งแต่หมดเกลี้ยงจนถึง 100% ในเวลา 3 ชั่วโมง ด้วยกำลังไฟบ้านปกติผ่านสายชาร์จที่แถมมาให้กับตัวรถเนี่ยแหละครับ

ที่ชาร์ตไฟฟ้ารถยนต์

ขณะที่อ็อพชั่นติดรถของ eMG6 คันนี้ ขอยกเฉพาะไฮไลท์เด่นๆ เช่น ไฟหน้า LED, มาตรวัดความเร็วหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้ว, ระบบอินโฟเทนเม้นท์หน้าจอสัมผัส 10.1 นิ้ว, ระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ท Internet Intelligent System V2.0 พร้อม AI Voice Control, ระบบนำทางด้วย Big Data, in-car WiFi, ระบบอัพเดตซอฟท์แวร์ผ่าน OTA, ระบบ MG Pilot Intelligent Active Driving Assist พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมรถด้วยรีโมท, ระบบป้องกันการชนด้านหน้า AEB, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Automatic Parking Assistant, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Intelligent Headlight Control เป็นต้น

ที่กล่าวมาข้างต้นนี่แค่น้ำจิ้มนะครับ เพราะตัวรถจริงๆ ยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราขอไม่ยกมาพูดถึงในตอนนี้ นอกเสียจากว่าทางผู้บริหารจะใจป้ำสั่งนำเข้ามาขายในบ้านเรา เมื่อนั้นจะกางสเป็คให้ดูกันแบบเต็มๆ ไปเลย

eMG6 2018

eMG6 2018

แม้ว่าตัว eMG6 เองจะมีฟังก์ชั่นมากมายขนาดนี้ แต่ก็อย่าเข้าใจผิดว่า SAIC MG เน้นยัดอ็อพชั่นกองพะเนินมาสร้างความคุ้มค่ามาดึงดูดลูกค้าเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะทันทีที่เราได้มีโอกาสเป็นผู้ขับขี่ในสเตชั่นทดสอบแบบ Mini Circuit ที่มีการขับขี่เป็นวงกลมและแบบ Slalom นั้น เราได้รู้สึกถึงอัตราเร่งของ eMG6 ที่มาแรงและหนักจนหลังติดเบาะ รวมถึงรอยต่อระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ที่ทำได้เนียนไม่แพ้รถไฮบริดจากแบรนด์ชั้นนำเลย

ซึ่งความรู้สึกนี้ชวนให้นึกถึงครั้งที่ผมทดสอบขับ BMW 330e ในรูปแบบ Slalom ที่มีกำลังให้เค้นอย่างเหลือเฟือ มากเสียจนเรากดคันเร่งได้เพียง 3 ใน 4 ของระยะทั้งหมดเท่านั้น มิเช่นนั้น หากเหยียบกันแบบมิดเท้าจริงๆ ระบบควบคุมเสถียรภาพก็คงเอาไม่อยู่ เกิดอาการอันเดอร์สเตียร์แหกโค้งกันกระจายแน่ๆ อ้อ… ลืมบอกไปว่า eMG6 ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อคู่หน้าเท่านั้นนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก
Sanook.com