บาร์เซโลนา เป็นมากกว่าสโมสร

บาร์เซโลนา เป็นมากกว่าสโมสร

ธันวาคม 2, 2019 Off By admin

องค์ประกอบสําคัญอีกอย่าง ของเมื่องที่ชื่อ บาร์เซโลนา ที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ สโมสรฟุตบอล หลังจากก่อตั้งสโมสรขึ้น เมื่อปี 1899

บาร์เซโลนา หรือ ที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า บาร์ซา ก็ได้ผูกภาพลักษณ์สโมสร เข้ากับ “แคว้นกาตาลุนญา” อย่างแนบแน่น และด้วยความที่แคว้นดังกล่าว เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในช่วง สงครามกลางเมือง ของสเปน ระหว่างปี 1936-1939 การแข่งขันทางวัฒนธรรม และความตึงเครียดทางการเมือง ที่รุนแรงจึงส่งผ่านมาสู่ อารมณ์ทางสโมสรฟุตบอล ไปโดยปริยาย

การช่วงชิงความสําเร็จ ระหว่าง บาร์เซโลนา กับเรอัล มาดริด (Real Madrid) ทีมที่เป็นเหมือนดั่ง ศูนย์รวมอาณาจกลางของสเปน จึงมีเบื้องหลัง มากกว่าการกีฬาฟุตบอลทั่วไป

ทุกครั้งที่ทีมสโมสรบาร์เซโลนา ลงสนามพบกับทีมเรอัล มาดริด ซึ่ง รู้จักกันทั่วไปว่าศึก “เอล กลาสโก (El Clasico)” ก็เหมือนกับการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ระหว่าง 2 แคว้นคู่อริ ส่งผลให้ ทีมบาร์เซโลนา ต้องทําหน้าที่ให้มากขึ้น ดังคําขวัญของทีม “Mes que un club” ซึ่งแปลว่า “เป็นมากกว่าสโมสร” อย่างแท้จริง

แน่นอนว่า การผูกโยงอัตลักษณ์ เข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมมีแนวโน้ม ที่จะเลื่อนไหลไปตามสมัยได้มาก โดยเฉพาะ การเป็นทีมฟุตบอล ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจและมวลชน นั่นทําให้ สโมสรจำเป็นต้อง รักษาคุณค่าบางอย่างเอาไว้ เพื่อสํารงไว้ ซึ่งความภักดี และความศรัทธาของเหล่าแฟนบอล โดยผ่านการ สร้างสโมสรที่มีแฟนบอลเป็นเจ้าของ อย่างแท้จริง

ด้วยการเปิดให้กลุ่มแฟนบอล ที่คลังไคล้ในสโมสร มากกว่า 170,000 ราย ซึ่งเรียกว่า กลุ่มโซซิส (Socis) เข้าถือหุ้นของสโมสรบาร์เซโลนาได้ ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้น ยังจําเป็นต้องเป็นสมาชิก ของสโมสรก่อน เนื่องจากบาร์เซโลนา มีสถานะเป็น “สมาคม” ไม่ใช่ “บริษัท” ที่ใครๆ ก็เข้าซื้อหุ้นได้

การบริหารงานของ บาร์เซโลนา

รูปแบบการบริหารจัดการทางธุรกิจ ของบาร์เซโลนา จะใช้ระบบ “สภาแฟนบอล” โดยคัดเลือกแฟนบอล 2,500 คน จากกลุ่มโซซิส และ กลุ่มสมาชิกแฟนบอลอาวุโส อีก 600 คน (เรียง ตามลําดับอายุ) เพื่อตัดสินใจ ในนโยบายสําคัญๆ ของสโมสร

ซึ่งรูปแบบการบริหารเช่นนี้ จะเป็นการการันตีได้ว่า ผลประโยชน์ของสโมสร จะมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ตัดสินใจ และอนุมัติ คือ “แฟนบอล” ผู้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ มิใช่กลุ่มทุน หรือมหาเศรษฐี ที่ต้องการเข้ามา หากําไรจากสโมสร เฉกเช่นสโมสรชื่อดังอื่นๆ ในทวีปยุโรป

แม้จะดูเป็นวิธีการ ที่มอบความยั่งยืน ให้กับสโมสรได้มากกว่า แต่ด้วยเหตุวิกฤตการณ์ทาง การเงิน ที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศ ในกลุ่มสหภาพยุโรปอย่างหนัก ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2009 เป็นต้นมา

รวมทั้งนโยบาย การทุ่มซื้อนักเตะระดับโลก ของประธานสโมสรคนก่อนๆ เมื่อรวมกับภาระ ค่าเหนื่อยนักเตะ ที่มีมูลค่ารวมกัน สูงที่สุดในโลก คือเฉลี่ยรวม 126,236 ยูโรต่อสัปดาห์ จากรายงานล่าสุด ของสปอร์ต อินเทลลิเจนซ์ บาร์เซโลนาจึงเป็นต้อง ดําเนินนโยบาย ที่ขัดแย้งกับประเพณี ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน นั่นคือ การไม่มี แถบโฆษณาใดๆ ที่หน้าอกเสื้อ ซึ่งแสดงถึง ความเป็นองค์กร ที่ไม่ได้หาผลประโยชน์จากธุรกิจ ด้วยการจับมือกับ องค์กร ยูนิเซฟ (Unicef) เป็นครั้งแรก

barcelona,unicef, บาร์เซโลนา
เสื้อสโมสรบาร์เซโลน่า ที่ติดโลโก้ องค์การ Unicef ไว้ที่หน้าอก

ถึงอย่างนั้น สถานการณ์ของบาร์ซ่า กลับเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อตัวเลขในรายงาน สรุปรายรับ รายจ่าย ประจําปี 2010 ของสโมสรเป็นตัวแดง ถึง 79.6 ล้านยูโร และเมื่อรวมกับหนี้เก่า ก็เป็นผล ให้ตัวเลข ทะยานขึ้นไปติดลบที่ 400 ล้านยูโร สโมสรจึงต้องตัดสินใจ แลกพื้นที่บริเวณหน้าอกเสื้ออีกครั้ง ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปีครึ่ง กับมูลนิธิ แห่งราชวงศ์กาตาร์ เพื่อแลกกับเม็ดเงิน มูลค่า 165 ล้านยูโร ในฤดูกาลต่อมา

สัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ มาพร้อมกับ การก้าวขึ้นดารงตำเหน่ง ประธานสโมสร ของ ซานโดร โรเซลล์ (Sandro Rosel) อดีตผู้บริหาร ของไนกี (Nike) ที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก ในการเลือกตั้งประธานสโมสร ในช่วงกลางปี 2010 จากการชูนโยบาย ปลดหนี้ให้ได้อย่างน้อย 30 ล้านยูโร ก่อนปิดฤดูกาล 2010-2011 โดย ไม่ต้องขายผู้เล่นคนสําคัญออกจากทีม

วิสัยทัศน์ของโรเซลล์ คือการนําพาบาร์เซโลนา กลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ โดยต้องไม่มีหนี้สิน ทีมผู้บริหาร จึงจําเป็นต้องวางโครงสร้าง กลยุทธ์ เพื่อพาสโมสร กลับไปสู่ วงจรแห่งความ รุ่งเรืองอีกครั้ง

เริ่มต้นจาก การมีผู้เล่นชั้นยอดไว้ในทีม โดยเน้นการผลักดัน จากชุดเยาวชน มากกว่าทุ่มซื้อตัว เพื่อนําไปสู่การคว้าแชมป์ ซึ่งส่งผลต่อการมีฐานแฟนบอลจํานวนมหาศาล อันเป็นที่มาของรายได้ ที่เพิ่มขึ้น เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ก็นําเงินมาซื้อผู้เล่นชั้นยอด หรือผลิตนักเตะ เข้ามา ในทีมเอง หมุนวนเป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป

ตลอดปี 2010 บาร์ซาสามารถสร้างรายได้ 178.1 ล้านยูโร จากลิขสิทธิ์ค่าถ่ายทอดสดซึ่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 12 หรือคิดเป็นร้อยละ 44 ของรายได้ทั้งหมด และสโมสรยังได้เซ็นสัญญา 4 ปี ในการเป็นพันธมิตรกับ มีเดียโปร บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ผูกขาด ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีก ของสเปน ทั้งดิวิชั่น 1 และ 2 เพื่อเป็นรายได้หลัก ในการกอบกู้สถานะทางการเงินของสโมสร

ปัจจุบัน ความสําเร็จในแง่การแข่งขันของบาร์ซา พิสูจน์ได้จากการ กวาดถ้วยแชมป์มา ประดับตู้โชว์ของสโมสรเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็น แชมป์ลา ลีกา (La Liga) สองสมัยติด ระหว่างปี 2009-2011 หรือแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในปี 2009 และ 2011 จนได้รับฉายาว่า “ทีมต่างดาว” ที่ไม่อาจมีทีมใด เอาชนะได้ง่ายๆ นํามาซึ่งฐาน แฟนคลับทั่วโลก ที่เพิ่มจํานวนขึ้น อย่างก้าวกระโดด

ตัวเลขจากผลการวิจัย ทางการตลาด ระบุว่า ในปี 2011 มีแฟนบอลของ บาร์เซโลนา ทั่วโลกประมาณ 44 ล้านคน ซึ่งมากกว่าทีมเรอัล มาดริด และมากกว่าชาวกาตาลัน ถึงกว่า 6 เท่า

ถึงแม้ว่า สเปนและบาร์เซโลนา ยังคงต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสําคัญนี้อยู่ รวมทั้ง ตัวเลขหนี้สินของสโมสรบาร์เซโลนา ที่ยังคงมีอยู่ กว่า 400 ล้านยูโร แต่นโยบายและแนวคิด ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ตามรอยเสรีภาพ แห่งความคิดแบบเกาดิ

รวมถึง ทิศทางการดําเนินงาน ของทีมบาร์ซา ที่มีโครงสร้างทีมผู้บริหาร ซึ่งเชี่ยวชาญด้านงานบริหาร อีกทั้ง แนวคิดลดรายจ่าย ของการซื้อนักเตะ ด้วยการผลักดันเยาวชน ขึ้นมาทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ล้วนเป็น ประเด็นที่น่าจับตามองต่อไป ถึงอนาคตของเมืองใหญ่ ที่มีเดิมพันสําคัญอยู่ บนทิศทางการหมุนไป ของลูกหนัง ในครั้งนี้

ที่มา: ฝากขั้นต่ำ 50 บาท